บริหารการใช้ไฟฟ้าแบบมืออาชีพ

23 กรกฎาคม 2553 0:04:01


ดังนั้น หากเราได้เรียนรู้หลักการบริหารการใช้ไฟฟ้าแบบมือ อาชีพแล้ว  ก็จะสามารถนำไปใช้ให้เกิดประโยชน์กับธุรกิจของตัวเองและประเทศชาติได้อีก ด้วย

การจัดการและบริหารการใช้ไฟฟ้า (Demand Controller) คงจะเป็นแนวทางที่ลงทุนต่ำสุดและเป็นไปได้มากที่สุดในการควบคุมการใช้ไฟฟ้า การใช้ไฟฟ้าอย่างมีประสิทธิภาพ หรือ DSM (DAMAND SIDE MANAGEMENT) ใช้ในการแก้ไขปัญหาการขาดแคลนพลังงานภายในประเทศ และลดความต้องการใช้ไฟฟ้าในช่วงที่มีความต้องการใช้ไฟฟ้าสูงสุดลง และพยายามปรับการใช้ไฟฟ้าในประเทศให้มีความสม่ำเสมอคงที่ตลอดวัน เพื่อที่จะทำให้การผลิตไฟฟ้าในประเทศมีประสิทธิภาพมากขึ้น ในขณะเดียวกันก็ส่งผลให้ต้นทุนค่าไฟฟ้าโดยเฉลี่ยของประเทศถูกลง

การจัดการด้านการใช้ไฟฟ้า หรือ DSM เป็นการบริหารการใช้ไฟฟ้าให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อผู้บริโภค คือ การใช้ไฟฟ้าอย่างประหยัด คุ้มค่า เพื่อลดปริมาณการนำเข้าพลังงานเชื้อเพลิงจากต่างประเทศ ซึ่งเป็นตัวแปรหลักสำคัญที่ส่งผลให้ต้นทุนค่าไฟฟ้าโดยรวมของประเทศไทยสูง ขึ้น โดยมีเป้าหมายเพื่อลดความต้องการใช้ไฟฟ้าสูงสุด และลดการใช้พลังงานไฟฟ้าโดยรวม ตลอดจนถึงการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์สู่บรรยากาศให้ลดน้อยลงมากที่ สุด

ผมได้มีโอกาสเข้าไปพบกับผู้บริหาร หรือเจ้าของสถานประกอบการมาหลายแห่ง  โดยส่วนใหญ่ก็อยากที่จะบริหารการใช้ไฟฟ้าให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น  แต่ไม่ทราบว่าควรจะเริ่มต้นอย่างไรก่อนดี และอีกประเด็นคือไม่รู้ว่าจะหาอะไรมาวัดค่ากระแสไฟฟ้าที่ใช้ไปทั้งหมด  นอกจากบิลค่าไฟที่มาในแต่ละเดือน  ซึ่งอาจจะมีการใช้ไฟฟ้ามากน้อยตามที่ได้ใช้ไป  แต่ก็ไม่อาจจะทราบได้ว่ามาตรการต่างๆ ที่ทำออกมาจะได้ผลจริงแท้หรือไม่

หนังสือ“รู้เขา  รู้เรา รบร้อยครั้ง  ชนะร้อยครั้ง” เล่มนี้จึงเหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการจะศึกษาเรียนรู้วิธีการบริหารการใช้ ไฟฟ้าแบบมืออาชีพ แล้วเมื่อนำไปปฏิบัติก็จะสามารถเห็นผลได้จริง  ผู้เขียนเรียกหนังสือเล่มนี้ว่าเป็นหนังสือกึ่งวิชาการ  หรือเชิงปฏิบัติการ  เพราะเนื้อหาสาระที่มีอยู่ในหนังสือเล่มนี้เป็นภาษาที่อ่านง่าย  ผู้ที่ต้องการจะศึกษาไม่จำเป็นต้องเรียนจบมาทางด้านงานไฟฟ้าโดยตรง ก็สามารถที่จะอ่านได้เข้าใจอย่างลึกซึ้ง  โดยที่ศึกษาได้ด้วยตัวเอง  และหาความรู้เพิ่มเติมเพื่อเป็นแนวทางในการปฏิบัติจริงจากเนื้อหาภายใน หนังสือเล่มนี้

ทำไมต้องบริหารการใช้ไฟฟ้า

เป็นที่ทราบกันดีว่า ประเทศไทยต้องนำเข้าน้ำมันกว่า 90 % ของน้ำมันที่ ใช้ในประเทศ ดังนั้นประเทศไทยจึงไร้อำนาจต่อรองกับประเทศผู้ผลิตน้ำมันเพื่อการส่งออก เช่นเดียวกับหลายประเทศที่ผลิตน้ำมันได้น้อย

เมื่อราคาน้ำมันในตลาดโลกมีการปรับสูงขึ้น จึงสร้างผลกระทบต่อเศรษฐกิจของประเทศไทยอย่างรุนแรง เห็นได้จากปัจจุบันที่ ราคาน้ำมันดิบทำสถิติสูงสุดขึ้นไปกว่า 99 เหรียญสหรัฐ ส่งผลต่อค่าครองชีพต่างๆ ของประชาชนทั่วไปอย่างมาก เพราะน้ำมันเป็นต้นทุนทางตรงและทางอ้อม สำหรับสินค้า-บริการที่ประชาชนใช้อยู่  ทางตรง คือ ค่าโดยสารรถ เรือ เครื่องบิน ฯลฯ ทางอ้อมเป็นต้นทุนสินค้าต่างๆ และค่าไฟฟ้า เพื่อเป็นการลดผลกระทบดังกล่าว ประเทศที่ต้องนำเข้าน้ำมันกว่า 90 % อย่างประเทศไทย จึงทำได้แค่ใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพและประหยัด รวมทั้งพยายามหาพลังงานทางเลือก หรือพลังงานทดแทนมาบรรเทาผลกระทบจากวิกฤตการณ์ราคาน้ำมันไม่ให้รุนแรงมาก

น้ำมันแพง ไฟฟ้าแพง เป็นดัชนีสำคัญที่ส่งผลกระทบ ต่อวิถีการดำรงชีวิตของผู้คนเป็นอย่างมาก ทั้งทางตรงและทางอ้อม นับตั้งแต่มีปัญหาราคาน้ำมันเพิ่มสูงขึ้น ทำให้ค่าไฟฟ้าปรับราคาสูงขึ้น ถ้าราคาน้ำมันยังคงสูงขึ้นไปเรื่อยๆ จนสถานการณ์เลวร้ายลงไปกว่านี้ หรือเข้าขั้นวิกฤติกันจริงๆ ภาครัฐอาจเอามาตรการที่เก่ากว่านี้มาใช้ เช่น เปิดไฟถนนดวงเว้นดวง กำหนดเวลาเปิด-ปิดไฟป้ายโฆษณา  กำหนดเวลาเปิด-ปิดสถานีวิทยุโทรทัศน์ต่างๆ หรืออาจถึงขั้นใช้การปันส่วนน้ำมัน ฯลฯ ถ้าสถานการณ์น้ำมันดีขึ้น คือราคาน้ำมันปรับตัวลดลง มาตรการเหล่านี้ก็จะหมดบทบาทลงอีกวาระหนึ่ง ผู้คนจะกลับมาใช้น้ำมันและพลังงานกันอย่างไรก็ไม่มีใครสน ตราบจนเมื่อน้ำมันแพงขึ้นจนภาครัฐเริ่มจัดการกับปัญหาไม่ได้  ก็จะงัดมาตรการเหล่านี้มาใช้อีก...ซ้ำแล้วซ้ำเล่า

น้ำมันลิตรละ 10 บาท คงเป็นแค่เพียงเรื่องเล่าในอดีตที่ไม่อาจหวนกลับมาสู่โลกปัจจุบันได้อีกแล้ว หลายคนถึงกับเลิกใช้รถยนต์ส่วนตัว หันไปปั่นจักรยาน หรือใช้บริการขนส่งสาธารณะ หลายคนยังต้องกัดฟันสู้กับราคาน้ำมันที่แทบจะขึ้นพรวดๆ แบบ 2-3 วันขึ้นที   ด้านหนึ่งเกิดขึ้นจากความต้องการใช้น้ำมัน ( Demand ) เพิ่มขึ้น อันสืบเนื่องมาจากการขยายตัวของเศรษฐกิจโลกในช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมา ขณะที่ผู้ผลิต ( Supply ) ลดปริมาณการผลิตลงเพื่อควบคุมมิให้ราคาน้ำมันลดต่ำจนเกินไป

ที่เรากล่าวเช่นนี้ ก็เพราะทุกครั้งที่น้ำมันมีราคาสูงขึ้นไปมากๆ สิ่งที่ตามมาก็คือการขยายตัวทางเศรษฐกิจของโลกจะหดตัวลง ซึ่งจะส่งผลให้ความต้องการใช้น้ำมันลดลงโดยอัตโนมัติ นั่นหมายถึงราคาน้ำมันจะดิ่งเหวลงไปอยู่ในระดับต่ำมากๆ กลุ่มประเทศผู้ส่งออกน้ำมัน(OPEC) ซึ่งมีรายได้หลักจากการส่งออกน้ำมันก็จะประสบปัญหา ยิ่งกว่านั้น การที่ราคาน้ำมันดิบทะยานขึ้นไปยืนเหนือระดับ 139 ดอลลาร์/บาร์เรล ถือเป็นสถานการณ์ที่ไม่ปกติ อีกทั้งหากราคาน้ำมันนยังเคลื่อนไหวในระดับสูงต่อไปก็จะส่งผลกระทบต่อความ ต้องการน้ำมันทั่วโลก ซึ่งไม่เป็นผลดีกับ OPEC ด้านหนึ่งคือ การลงทุนขุดเจาะแหล่งน้ำมันหลุมใหม่ และการเพิ่มกำลังการผลิตแหล่งน้ำมันหลุมเก่า ด้วยความพิเศษในกระบวนการขุดเจาะน้ำมัน กล่าวคือ การนำน้ำมันขึ้นมาจากหลุมที่ขุดเจาะ มิได้ใช้วิธีการสูบขึ้นมา แต่อาศัยแรงดันภายในหลุม เมื่อแรงดันหมดปริมาณน้ำมันก็จะลดลง หากต้องการดึงเอาน้ำมันที่เหลืออยู่ขึ้นมาอีกก็ต้องอัดแรงดันเข้าไป เช่น ใช้น้ำร้อนหรือสารบางอย่างอัดเข้าไปเพื่อให้น้ำมันอ่อนตัวและถูกแรงดันขึ้น มา

วัฏจักรการใช้น้ำมันที่แปรผกผันกับราคาน้ำมันยังคงเป็นเช่นนี้ เฉกเช่นเดียวกับความผันผวนของราคาที่ปรับตัวขึ้นลงเป็นวัฏจักรรอบแล้วรอบ เล่า เมื่อเป็นเช่นนี้น้ำมันแพงก็จะไม่เป็นปัญหาต่อไทยเราอีกต่อไป อย่างน้อยก็ในระยะหนึ่ง แต่ถ้าจะแก้ปัญหากันในระยะยาวแล้ว ภาครัฐต้องรณรงค์ให้คนประหยัดพลังงานจนเป็นนิสัย  พร้อมกับส่งเสริมให้คนหันมาใช้ก๊าซธรรมชาติและพลังงานทดแทนมากขึ้น จะได้ไม่ต้องผวากับเรื่องน้ำมันขึ้นราคาให้มากนัก

ปีพ.ศ. 2549 ประเทศไทยมีการใช้พลังงานรวมทั้งสิ้น 63.257 ล้านตันเทียบเท่าน้ำมันดิบเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องเป็นปีที่ 8 และเพิ่มขึ้นจากปีพ.ศ. 2548 ร้อยละ 1.4 โดยใช้พลังงานเชิงพาณิชย์ (ร้อยละ 82.6) อันประกอบด้วยน้ำมันสำเร็จรูป ก๊าซธรรมชาติ ถ่านหิน และไฟฟ้า เพิ่มขึ้นร้อยละ 1.3 และใช้พลังงานใหม่และหมุนเวียน (ร้อยละ 17.4) อันประกอบด้วย ฟืน ถ่าน แกลบ และกากอ้อย เพิ่มขึ้นร้อยละ 1.6 คาดว่าแนวโน้มการใช้พลังงานในอนาคตจะยังคงเพิ่มขึ้นต่อไป ตามการขยายตัวของการบริโภค จำนวนประชากร และเศรษฐกิจ อย่างไรก็ตาม หากราคาน้ำมันดิบและน้ำมันสำเร็จรูป ในตลาดยังคงเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง    จนมีผลต่อภาวะเศรษฐกิจ  ความต้องการพลังงานน่าจะชะลอลง

เนื่องจากราคาวัตถุดิบที่สูงขึ้น ทำให้ต้นทุนในการผลิตเพิ่มสูงขึ้นตามไปด้วยทำให้ผลกระทบตกไปอยู่ที่ผู้ผลิต โดยตรงเพราะมีทางออกให้เลือกไม่มากนัก ถ้าไม่ขึ้นราคาก็ต้องลดการผลิตลง ในระดับประเทศเองก็มีภาระต้องจ่ายเงินออกนอกประเทศสูงขึ้นสิ่งที่ตามมาก็คือ ดุลการค้าของไทยเริ่มเปลี่ยนจากตัวเลขเกินดุลมาเป็นตัวเลขขาดดุลในช่วงเดือน มีนาคม-เมษายน พ.ศ. 2547 และมีแนวโน้มว่าอาจจะขาดดุลอย่างต่อเนื่อง พูดกันแบบชาวบ้านๆ ก็คือ ซื้อมากกว่าขาย หรือจะเรียกว่า ค้าขายขาดทุนก็ได้

เศรษฐกิจไทยในปัจจุบัน กำลังถูกท้าทายและเผชิญปัญหารุมเร้าหลายด้าน ค่าเงินบาทที่แข็งค่าโดยเปรียบเทียบกับดอลลาร์ในอัตราที่สูงกว่าประเทศคู่ แข่ง ราคาน้ำมันที่เพิ่มสูงขึ้นมากและมีระดับราคาที่ค้างอยู่ในระดับสูง ความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจติดต่อกันเป็นช่วงเวลาแรมปี ทำให้เครื่องยนต์ขับเคลื่อนการเติบโตของเศรษฐกิจได้รับผลกระทบอย่างหนัก การลงทุนภาคเอกชนชะลอตัว ตลาดหุ้นผันผวน ความเชื่อมั่นของผู้บริโภคลดลง จึงมีผลทำให้การบริโภคโดยรวมชะลอตัว

สำหรับเครื่องยนต์ขับเคลื่อนเศรษฐกิจอีกเครื่องหนึ่ง ที่ยังคงพอจะทำงานพยุงการเติบโตทางเศรษฐกิจได้ คือ การส่งออก แม้การส่งออกจะยังคงมีอัตราการขยายตัวในระดับค่อนข้างสูง แต่ก็เป็นอัตราที่ชะลอตัวเช่นกัน เนื่องจากค่าเงินบาทที่แข็งค่าต่อเนื่องและยืนอยู่ในระดับสูง และการแข่งขันที่รุนแรงจากผู้ประกอบการจากประเทศคู่แข่งขันในตลาดโลก น่าจะถึงเวลาแล้วที่รัฐบาลจะต้องปรับยุทธศาสตร์ นโยบาย และมาตรการส่งเสริมการลงทุนภาคเอกชน ให้สอดคล้องกับสถานการณ์เศรษฐกิจของประเทศและเศรษฐกิจโลก สนองความต้องการนักลงทุน และเสริมสร้างความสามารถในการแข่งขันให้สามารถแข่งกับประเทศคู่แข่งในการดึง ดูดการลงทุนที่จะมีผลต่อการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศในระยะยาว

เมื่อเกิดเงินเฟ้อ ประกอบกับการขาดดุลการค้า สิ่งที่ตามมาก็คือ ภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว สุดท้ายภาครัฐก็ต้องออกมายอมรับ และต้องปรับตัวเลขอัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจลง เหล่านี้คือฤทธานุภาพของไฟฟ้าแพง น้ำมันแพง ที่ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจทุกหัวระแหงในสังคมไทย

ปัญหาต่างๆ ที่ได้กล่าวมาข้างต้นล้วนแล้วแต่เป็นปัจจัยที่ทำให้ผู้เกี่ยวข้องไม่ว่าจะ เป็น ช่างไฟฟ้า  วิศวกร ฝ่ายผลิต  ฝ่ายบัญชี  ผู้บริหาร  เจ้าของกิจการ ฯลฯ  ต้องรู้วิธีการบริหารการใช้ไฟฟ้าให้มากที่สุด  ต้องรู้ว่าปัจจุบันท่านมีการใช้กระแสไฟฟ้าอย่างไร  ใช้มากเกินความจำเป็นรึเปล่า เปิดเครื่องใช้ไฟฟ้าทิ้งไว้หรือไม่  การไฟฟ้าฝ่ายผลิตคิดค่าใช้ไฟฟ้าถูกต้องหรือเปล่า 

สัดส่วนการใช้พลังงานในภาคธุรกิจ และอุตสาหกรรม  คิดเป็นร้อยละ 75  ของการใช้พลังงานทั้งประเทศ ยิ่งมีการขยายตัวทางเศรษฐกิจมากขึ้นเท่าใด การใช้พลังงานจะสูงตามไปด้วยเช่นกัน  และเพื่อให้มีการใช้ไฟฟ้าอย่างมีประสิทธิภาพในภาคธุรกิจและภาคอุตสาหกรรม  จึงได้มีการบริหารการใช้ไฟฟ้าเกิดขึ้น
           
ในการบริหารการใช้ไฟฟ้าก็เหมือนกับการรบในสงคราม หรือการบริหารงานด้านอื่นๆ คือ ต้องทราบก่อนว่าข้าศึก งานที่เราทำหรือบริหารอยู่เป็นอย่างไร แล้วจึงจะสามารถหาวิธีการเพื่อจะมาแก้ไขหรือปรับปรุงได้

ผมมีตัวอย่างสถานประกอบการในหลายๆ แห่ง  ที่ผมได้ไปประสบมากับตัวเอง เลยได้รู้ว่ามีการใช้ไฟฟ้าอย่างไร แล้วได้ความรู้อะไรกลับคืนมาบ้าง  ตัวอย่างเช่น

บริษัทขายเครื่องไฟฟ้ารายใหญ่ในจังหวัดเชียงใหม่  พยายามที่จะลดค่าใช้จ่ายในการใช้กระแสไฟฟ้า โดยมีการลดค่าความต้องการการใช้กระแสไฟฟ้าลง (Demand  Charge) ด้วยการบริหารจัดการเวลาของการใช้ไฟฟ้า  ซึ่งเชื่อว่าจะต้องมีการคิดค่าไฟที่ลดลงอย่างแน่นอน แต่ผลที่ออกมากลับไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงจากบิลค่าไฟในเดือนต่อมา จึงต้องติดอุปกรณ์เพื่อตรวจวัดการใช้กระแสไฟฟ้าอย่างต่อเนื่อง  เพื่อทำการพิสูจน์กับการไฟฟ้า ผลก็คือการไฟฟ้าได้มีการตั้งเวลาในการคิดค่าความต้องการไฟฟ้า (Demand Charge) ในแต่ละช่วงผิด ทำให้ผู้ประกอบการรายนี้ได้รับเงินคืนจากการไฟฟ้าตามจำนวนเดือนที่สูญเสียไป

โรงสีข้าวแห่งหนึ่ง ได้มีความประสงค์ที่จะทราบว่าโรงสีมีการใช้กระแสไฟฟ้าอย่างไร จึงได้มีการติดตั้งทดสอบการบันทึกการใช้กระแสไฟฟ้าอย่างต่อเนื่อง และในขณะที่มีการดูกราฟประกอบการอธิบายอยู่นั้น เจ้าของได้มีคำถามคำถามหนึ่งว่า “ทำไมเส้นกราฟช่วงนี้ถึงตกลง เหมือนมีการใช้กระแสไฟฟ้าที่น้อยมาก” ทีมงานจึงตอบว่า “เพราะที่เห็นเครื่องจักรกำลังทำงานอยู่นั้น ไม่ได้มีของลงไปจริง ทำให้การใช้กระแสจึงน้อย” จากคำตอบที่ได้ เจ้าของโรงสีนั้น สั่งซื้อระบบทันที เพราะอย่างน้อยสิ่งที่เป็นประโยช์นอย่างมากสำหรับเขาก็คือทราบว่าคนงานทำการ ลงของหรือไม่ และเครื่องจักรมีการเดินเครื่องเปล่านานเท่าไหร่ ซึ่งจุดนี้ ถือว่าเป็นจุดสูญเสียมากที่สุดของโรงสีข้าว

บริษัทผู้ผลิตรถยนต์ยักษ์ใหญ่แห่งหนึ่ง ได้ทำการติดตั้งมิเตอร์ไฟฟ้าเพื่อตรวจวัดการใช้พลังงานไฟฟ้ากว่า 130 ตัว เพื่อใช้ในการวิเคราะห์ในการเพิ่มประสิทธิภาพของการผลิตและคำนวณต้นทุนการ ใช้พลังงานไฟฟ้าในแต่ละส่วนของการผลิต และนำค่าดังกล่าวไปใช้ในการคำนวณต้นทุนรวม อีกทั้งยังสามารถหามาตรการในการประหยัดการใช้พลังงานไฟฟ้าอีกด้วย

โรงงานอาหารสัตว์ส่วนใหญ่ ต้องมีการตรวจวัดการใช้กระแสไฟฟ้าอยู่แล้วในการเดินเครื่องจักร เพราะในบางครั้งค่าทางไฟฟ้าแสดงออกให้เห็นถึงการที่เครื่องจักรจะเกิดอาการ ที่เรียกว่าทำงานเกินกว่าที่เครื่องจักรจะรับได้ (Over Load) ดังนั้นการติดตั้งระบบการติดตามการใช้งานแบบต่อเนื่องจะช่วยในเรื่องการปก ป้องเครื่องจักรแล้ว ยังนำค่าการใช้ไฟฟ้าไปใช้ในการวิเคราะห์การทำงานของเครื่องถึงประสิทธิภาพ ที่ได้อีกด้วย

โรงงานฉีดพลาสติกในที่แห่งหนึ่ง ได้มีการติดตั้งระบบการตรวจสอบการใช้กระแสไฟฟ้าแบบต่อเนื่อง และทำออกมาเป็นรูปกราฟ ซึ่งกราฟที่ได้จะมีออกมาเป็นรูปลักษณะเหมือนฟันปลา จึงสามารถทราบได้ว่าการทำงานของเครื่องฉีดพลาสติกนั้น จะทำลักษณะของการใช้กระแสไฟฟ้าเป็นช่วงๆไปคือ ติดดับ ติดดับ ไปเรื่อยๆ ซึ่งถ้าเครื่องจักรมีปัญหาก็จะแสดงอาการออกมาทางกราฟเช่นกัน ทำให้เราทราบว่าการใช้กระแสไฟฟ้าของเครื่องจักรนั้น จะบ่งบอกถึงสุขภาพของเครื่องจักรด้วย ถ้าเครื่องจักรสุขภาพดี ก็จะใช้ไฟฟ้าอย่างสม่ำเสมอ ถ้าเครื่องจักรสุขภาพไม่ดี ก็จะใช้กระแสไฟฟ้าอย่างกระท่อนกระแท่น

จากตัวอย่างทั้งหมดที่กล่าวมาข้างต้น จะเห็นได้ว่าการติดตั้งระบบบันทึกการใช้กระแสไฟฟ้าอย่างต่อเนื่องนั้น จะทำให้เจ้าของกิจการรับรู้ปริมาณการใช้กระแสไฟฟ้าของโรงงานในแต่ละช่วงเวลาอย่างชัดเจน ซึ่งประโยชน์ของข้อมูลเหล่านี้ก็คือ ช่วยให้เจ้าของกิจการสามารถวางแผนกลยุทธ์การบริหารจัดการการใช้ไฟฟ้า เพื่อควบคุมการใช้กระแสไฟฟ้า ซึ่งจะส่งผลให้ต้นทุนการผลิตต่ำลง
“รู้เขา รู้เรา รบร้อยครั้ง ชนะร้อยครั้ง” คำพูดนี้เห็นจะใช้ได้กับ การจัดการและบริหารการใช้ไฟฟ้า(Demand Controller)
รู้เขา คือ การรับทราบข้อมูลการใช้กระแสไฟฟ้าตามสภาพความเป็นจริง อย่างชัดเจน
รู้เรา   คือ   การนำข้อมูลการใช้กระแสไฟฟ้าที่ได้มาวางแผน โดยการกระจายการใช้กระแสไฟฟ้าให้มีความสม่ำเสมอตลอดวัน
เพียงเท่านี้สถานประกอบการของคุณก็จะสามารถใช้พลังงานไฟฟ้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ  คุ้มค่า  และประหยัดพลังงานไปพร้อมๆ กันด้วย